I am Mechanics
“เอ่อ...ขอโทษนะครับ ผมมาพบคุณปัญญา” ฮารุตัดสินใจเอ่ยถามหญิงสาวที่ทำหน้าที่ต้อนรับอยู่ตรงเคาร์เตอร์ด้านหน้าของสำนักงานอันหรูหราแห่งนี้
“ติดต่อเรื่องอะไรคะ” น้ำเสียงอันแสดงถึงความเป็นมิตร ที่ฟังแล้วทำให้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย
“นัดสัมภาษณ์งานครับ” ฮารุรีบตอบ
หญิงสาวยกหูโทรศัพท์สนทนากับปลายสายเพื่อแจ้งว่ามีคนมารอสัมภาษณ์งาน เมื่อเธอวางสายก็หันมาบอกกับฮารุว่าให้รอสักครู่
ไม่นานนักผู้ชายร่างท้วม แต่งตัวภูมิฐานดูท่าทางใจดีก็เดินออกมา ฮารุจำเขาได้เพราะเคยพบเขาแล้วที่งานมหกรรมจัดหางานที่ผ่านมา ที่ซึ่งทำให้วันนี้ฮารุต้องมาอยู่ตรงนี้ ด้วยความกล้าและบ้าบิ่นของฮารุเอง ที่กล้าเดินเข้าไปถามเขาที่บูธในวันนั้นทำไมทุกบริษัทที่มารับสมัครงานจะต้องระบุว่าผู้สมัครต้องมีประสบการณ์มาก่อนเท่านั้นเท่านี้ปี นั่นเป็นอัดอั้นตันใจส่วนตัวหลังจากที่ฮารุเดินจนทั่วก็ไม่สามารถสมัครงานกับที่ใดได้เลย เหลือก็เพียงที่นี่ซึ่งดูแล้วน่ากลัวมากกว่าเพราะดูท่าทางบริษัทก็น่าทำงานแต่ไอ้ที่กลัวน่ะ ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารน่าจะไม่ใช่ภาษาไทยเป็นแน่ เพราะเป็นบริษัทที่มาเปิดบริษัทลูกที่บ้านเรานั่นเอง หลังจากอ่านคุณสมบัติผู้สมัครแล้ว ฮารุเดินตรงไปหยุดยืนที่โต๊ะรับสมัครซึ่งมีผู้ดูแลเป็นชายหนึ่ง หญิงหนึ่งในทันที แล้วกล่าวถามด้วยความสุภาพและอยากรู้ว่า
“พี่ครับทำไมทุกบริษัทต้องระบุว่ามีประสบการณ์ไม่น้อยกว่าเท่านี้ปี แล้วเด็กจบใหม่จะเอาโอกาสจากที่ไหนในการเริ่มงานหลังเรียนจบ ทุกคนที่เพิ่งจะจบไม่ประสบการณ์กันหรอกครับ และคนที่มีประสบการณ์ในวันนี้เมื่อก่อนเขาก็ไม่มีเหมือนกัน ผมว่าน่าจะให้โอกาสกันบ้าง ถ้าเข้าไปทำแล้วดูท่าทางว่าจะไม่รอดก็ไม่ต้องให้ผ่านงานก็ได้ ผมว่า”
“ถ้าน้องมั่นใจว่าทำได้ก็กรอกใบสมัครดูก่อนก็ได้” พี่เค้ายิ้มพร้อมกับยื่นใบสมัครให้ฮารุ ซึ่งเขาก็รับมาด้วยความดีใจพร้อมอ่านรายละเอียด เขาก็ต้องตกใจมากแต่ก็เก็บอาการไว้ได้ ก็ในใบสมัครต้องกรอกรายละเอียดเป็นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ก็กล้ำกลืนกรอกจนครบด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ที่ไปด้วยกันหลายคน
“สวัสดีครับ” พี่ปัญญาเอ่ยทัก ทำให้ฮารุรู้สึกตัวถึงปัจจุบันอีกที “สวัสดีครับพี่” ฮารุทักตอบ แล้วพี่ปัญญาก็เดินนำฮารุเข้าไปที่ห้องประชุม
พอนั่งกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วพี่ปัญญา ก็แนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ แล้วตบท้ายด้วยการบอกว่าเรียกพี่ว่าพี่อ็อดก็ได้ ฮารุรับคำ เป็นอันเริ่มต้นการสัมภาษณ์งานครั้งแรกในชีวิตของฮารุ ซึ่งเป็นการซักถามทั่วไปเช่น บ้านเกิดอยู่ที่ไหน เรียนที่ไหน ขับรถเป็นไหม อะไรพวกนี้ฮารุก็ตอบไปเรื่อย สักพักใหญ่พี่อ็อดก็บอกว่า เดี๋ยวจะมีเรียกสัมภาษณ์รอบสองเพื่อทดสอบความรู้ทางเทคนิคงานช่างเกี่ยวกับงานแทรคเตอร์และเครื่องทุ่นแรงในฟาร์ม แต่คราวหน้าเป็นการสัมภาษณ์กัยหัวหน้างานโดยตรงซึ่งเป็นคนต่างประเทศเตรียมตัวด้วยนะเรา
“ครับ” ฮารุรับคำด้วยความกังวล เรื่องวิชาความรู้ทางด้านเทคนิคเครื่องกลที่ว่ามานั้นฮารุไม่เคยหนักใจเลย แต่ที่ต้องพูดกับฝรั่งนี่สิ ตายแน่!!! เพราะตอนเรียนก็เกือบตกอยู่แล้ว เห็นฝรั่งทีไรก็วิ่งหนีเข้าป่าทุกที แล้วจะทำอย่างไรดี
ฮารุขับมอเตอร์ไซด์คันเก่งกลับมหาวิทยาลัยเพราะยังเรียนไม่จบดีนัก เหลือส่งรูปเล่มงานภาคนิพนธ์ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ ฮารุเล่าให้เพื่อนๆฟังถึงเรื่องที่จะต้องไปสัมภาษณ์งานเป็นภาษาฝรั่ง
“แกคงรอดยากวะเพื่อน ข้าไม่ได้บั่นทอนนะโว้ย ก็ตอนเรียนแกก็เกือบตกจำได้เปล่า” หมู่พูดขึ้นมาพร้อมแสดงสีหน้าเห็นใจฮารุจริงๆ
“เฮ้ยแกต้องทำให้เต็มที่ก่อน ถ้ามันไม่ได้ก็ช่างมัน เพราะแกก็ไม่ได้ตั้งความหวังไว้ตั้งแต่แรกแล้วนี่หว่า” ยัยหมวยตุ๊ก ที่ปกติจะด่าอย่างเดียว วันนี้มาแปลกดูเป็นเรื่องเป็นราวกับเค้าด้วยเหมือนกัน
“ไปกินข้าวหน้ามอกันดีกว่า จะได้กินกาแฟร้านพี่เบญด้วย แล้วพวกเราก็เข้าไปทำงานต่อที่ภาค ฮารุแกทำงานภาคนิพนธ์เสร็จไปช่วยพวกข้าก็ได้ไม่ว่ากันอยู่แล้ว” หมู่บอกพร้อมกำลังสตาร์ทรถมอเตอร์ขับนำไปก่อน แล้วทุกคนที่เหลือก็ตามไป
ฮารุนั้นก็ไม่ค่อยกังวลเท่าใดนักเพราะได้บอกกับตัวเองไว้แล้วทำให้ดีที่สุดผลจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน
ฮารุแต่งตัวอย่างปราณีตเพื่อไปสัมภาษณ์งานตามที่พี่อ็อดนัดหมาย ฝรั่งที่เป็นคนสัมภาษณ์นั้นอายุคงทำให้ฮารุสามารถเรียกลุงได้เลย แกชื่อ คุณมัลคอม โชคดีที่อายุแกมากแล้วเลยพูดช้า แต่กระนั้นฮารุก็สั่นอยู่ดี พูดด้วยความยากลำบากตะกุกตะกักอย่างที่สุด จนอดไม่ได้หันไปกระซิบพี่อ็อดซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ
“พี่ครับผมเข้าใจว่าเขาถามผมว่าอะไร และผมก็รู้คำตอบของคำถามนั้นด้วย แต่ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรให้เขาเข้าใจ” ฮารุพูดด้วยน้ำเสียงวิงวอนให้พี่อ็อดเห็นใจเผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง
“น้องก็เอาคำศัพท์เทคนิคมาต่อกันให้เป็นประโยค เขาก็คงพอเข้าใจ” พี่เขาคงช่วยได้เท่านี้จริงๆ
แล้วฮารุก็บรรเลงตามที่ว่าในทันที โชคดีที่ลุงมัลคอม เป็นรูปรายละเอียดรถแทรคเตอร์ของจอร์นเดียร์ ที่ฮารุคุ้นเคย ฮารุจึงอธิบายหลักการทำงานของระบบต่างๆได้ง่ายขึ้นโดยอาศัยรูปประกอบนั่นเอง เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้วฮารุรู้สึกโล่งมากทั้งที่ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรไว้มากไปกว่าประสบการณ์ในการสัมภาษณ์งาน แต่ก็เครียดพอดู นี่ถ้าเป็นงานที่อยากได้มากๆ สงสัยกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่ๆเลย แล้วฮารุก็เดินทางกับมหาวิทยาลัยโม้ให้พวกเพื่อนๆฟัง พอเป็นความรู้และประสบการณ์ร่วม เผื่อคนอื่นๆที่อีกไม่นานทุกคนก็ต้องผ่านการสัมภาษณ์งานก่อนจึงจะมีโอกาสได้เริ่มทำงาน นี่เป็นด่านทดสอบแรกของบัณฑิตจบใหม่ ที่ไม่มีพ่อแม่เป็นเจ้าของบริษัท ต้องผ่านให้ได้ทุกคน
เวลาผ่านไปฮารุเก็บของลงกล่องเตรียมแพ็คขนกลับบ้านพร้อมเพื่อนหลายคนที่เริ่มทยอยกันจบ ฮารุเองเหลือแค่ไปรับรูปเล่มภาคนิพนธ์ที่เสร็จสมบูรณ์นำไปส่งที่ภาควิชาก็เป็นอันเรียบร้อย
นี่เรากำลังจะจากบ้านอีกหลังที่เราอยู่มาสี่ปีกว่าๆไปแล้วจริงเหรอ คิดไปก็เศร้าเหมือนกัน หน้ามอที่พวกเราชอบมานั่งกินข้าว อย่างสนุกสนานเริ่มเงียบลงไปตามจำนวนเพื่อนๆที่ต่างทยอยกลับ แล้วอีกไม่นานฮารุเองก็คงต้องไปแล้วเหมือนกัน แต่เพื่อนบางคนที่ยังเก็บวิชาเรียนไม่ครบก็ยังต้องอยู่อีกเทอม พวกเขาคงเศร้ายิ่งกว่า
เช้าวันหนึ่งฮารุกำลังนั่งเล่นกีตาร์ตัวโปรดอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องพัก ซึ่งเป็นหอพักที่มีเพียงชั้นเดียว และสมาชิกทั้งหอเป็นเพื่อนที่เรียนสาขาเดียวกัน และชั้นปีเดียวกันกับฮารุทั้งหมด บางวันก็มีงานปาร์ตี้เล็กๆที่พวกเราลงขันกันทำ หมูย่าง เคล้าเหล้าและกับแกล้มอย่างอื่นแล้วแต่เราจะไปจ่ายตลาดมาเพื่อวันนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดของใคร งานเลี้ยงปลอบใจเพื่อนถูกหักอก จะมีงานเลี้ยงเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้เสมอ
เสียงโทรศัพท์ประจำหอพักดังขึ้น ฮารุมองซ้ายแลขวาก็ไม่มีใครนอกจากเขาเพียงคนเดียว จึงจำเป็นต้องวางกีตาร์ตัวโปรดไว้ก่อนเพื่อไปรับโทรศัพท์ตามมารยาท
“ฮัลโล ต้องการพูดกับใครครับ” เสียงตามสายคงบอกว่าต้องการพูดสายกับตัวฮารุ
“ครับ ผมฮารุกำลังพูดสายครับ”
“อะไรนะครับ ให้ไปเริ่มงานวันจันทร์ที่จะถึง ครับได้ครับ” ฮารุวางสายรีบวิ่งไปเคาะประตูห้องเพื่อนทุกคนเพื่อบอกว่า ได้งานทำแล้ว ทุกคนต่างแสดงความยินดีด้วยและขอให้ฮารุเจริญรุ่งเรือง แล้วทุกคนก็เข้าห้องนอนต่ออันเป็นปกติวิสัย มีเพียงฮารุเท่านั้นที่ไม่อาจเก็บมันไว้ได้ ออกมาหน้ามอเพื่อที่จะโทรศัพท์ทางไกล ไปบอกพ่อกับแม่ว่า ได้งานทำแล้วเป็นนายช่างประจำฟาร์ม พ่อและแม่ต่างพากันดีใจ แต่พ่อก็อดถามไม่ได้ว่า “แล้วฮารุไม่เรียนต่อปริญญาโทเหรอ” เพราะจริงๆแล้วพ่ออยากให้ฮารุเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่พ่อกับแม่จะสามารถทำได้ แต่ฮารุคิดว่าพอทำงานก็เก็บเงินเรียนต่อเองดีกว่า พ่อกับแม่จะได้ไม่ต้องลำบากมาก
“เอาไว้ผมเก็บเงินเรียนเองครับพ่อ” เป็นประโยคที่ฮารุบอกกับพ่อให้สบายใจก่อนที่จะวางสายไป
บางครั้งก็น่าเชื่อนะว่าโชคชะตาได้กำหนดให้เราได้ผ่านพบและต้องเจอะเจอกับอะไรต่างๆที่เข้ามาในชีวิตของคนเรา
วันแรกของการทำงานฮารุออกไปทำงานแต่เช้าตรู่โดยมอเตอร์ไซค์คันเก่งของเขา เพราะจากมหาวิทยาลัยไปที่ทำงานประมาณ 15 กิโลเมตรได้มั้ง ขับมอเตอร์ไซค์สะดวกกว่า ไปถึงที่ทำงานก็จอดไว้ใต้อาคาร ฮารุมีเพื่อนที่มาทำงานตำแหน่งเดียวกันอีกสองคน แต่ทั้งคู่มีอายุมากกว่าฮารุหนึ่งและสองปีตามลำดับ ดังนั้นฮารุจึงเรียกทั้งสองคนว่าพี่ คือพี่มี่และพี่เต้ ที่เหลือเป็นพี่ๆที่เขาทำงานที่นี่กันอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่สาวสวยหน้าเคาเตอร์ชื่อเจี๊ยบ พี่อ้อฝ่ายการเงินพูดฝรั่งเร็วปรื๋อ พี่เอฝ่ายบัญชี และก็พี่แม็คผู้ช่วยคนเก่งของลุงมัลคอม หัวหน้าของฮารุเอง วันนี้เริ่มต้นการทำงานด้วยการเข้าห้องประชุมระหว่างเราทั้งสามที่มาใหม่ มีลุงมัลคอมเป็นคนประชุม ตามด้วยพี่แม็ค อารุรู้สึกว่ามีพี่แม็คคนนี้แล้วอุ่นใจเพราะพี่แกพูดฝรั่งโอเคเลย ฉะนั้นไม่เข้าอะไรเอาไว้ถามพี่แม็คได้ คงมีแต่ฮารุมั้งที่อ่อนหัดเรื่อ่งการสื่อสารกับฝรั่งเพราะพี่มี่และพี่เต้ดูจะเข้าใจทุกอย่างที่ลุงมัลคอมพูด มีการตอบโต้อยู่บ้างเป็นครั้งคราวเพื่อไม่ให้ลุงมัลคอมรู้สึกว่าพูดอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนฮารุได้แต่นั่งฟังไม่รู้เรื่องมากกว่าที่รู้เรื่อง แต่เนียนเหมือนว่าตัวเองรู้เรื่องเข้าใจแต่เป็นคนพูดน้อย คนอื่นจึงไม่รู้ว่าฮารุนั้นแย่แล้ว อยากให้หมดวันนี้ไปโดยเร็ว ดีที่ว่าวันนี้แค่ประชุมเกี่ยวกับขอบเขตของงานทั่วไป
ในวันต่อมาก็ถึงคราวที่ฮารุต้องเผชิญกับลุงมัลคอมตัวต่อตัว ลุงมัลคอมเรียกฮารุเข้าไปสั่งงาน เป็นโปรแกรมง่ายๆ ที่ฮารุทำเป็นอยู่แล้วเพียงแต่ว่า ฮารุไม่เข้าใจว่าลุงมัลคอมต้องการให้เขาทำอะไรให้ คุยกันอยู่นานลุงมัลคอมถามว่าเข้าใจในสิ่งที่เข้าต้องการหรือเปล่า ฮารุตอบว่าไม่เข้าใจขอให้ลุงพูดอีกรอบได้ไหม แกก็ใจเย็นนะอธิบายอยู่สามรอบ จนฮารุเองที่รับไม่ไหว
“ขอโทษครับผมขออนุญาตไปห้องเข้าห้องน้ำสักครู่ครับ” ว่าแล้วฮารุก็รีบเดินไปห้องน้ำทันทีไม่สนใจว่าสิ่งแวดล้อมรอบข้างจะเป็นเช่นไร ขอเพียงตอนนี้ได้ออกไปจากตรงนี้ที่ไม่มีใครพูดภาษาไทยกันเลยแม้ว่ากว่าครึ่งที่ทำงานอยู่ที่นี่เป็นคนไทยหัวดำเหมือนกับฮารุ พอถึงห้องน้ำฮารุเปิดประตูเข้าไปนั่งอยู่บนชักโครกทั้งที่ยังไม่ถอดกางเกง เนื่องด้วยว่าเขาไม่ได้มีกิจอันใดที่จะต้องเข้าห้องน้ำ เขาเข้ามาเพียงเพื่อจะสงบสติอารมณ์ไม่ให้กระเจิงไปมากกว่านี้ ตั้งสติให้ได้ก่อนจะกลับเข้าเผชิญมันอีกครั้ง ฮารุนั่งปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉยๆ ประมาณสักครึ่งชั่วโมงแล้วบอกกับตัวเองว่า กลับไปลองใหม่อีกรอบ ถ้ายังไม่เข้าใจอีกวันพรุ่งนี้ก็คงไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีก ตัดสินใจแล้วฮารุก็เดินออกมาจากห้องน้ำตรงไปที่ห้องลุงมัลคอม ซึ่งแกก็ยังนั่งรออยู่โดยไม่แสดงท่าทีว่าหงุดหงิดหรือว่าดูถูกดูแคลนฮารุแม้แต่น้อยเรื่องของการสื่อสาร ทำให้ฮารุรู้สึกสบายใจไม่กดดันมากนัก แกเริ่มอธิบายงานต่อ แปลกมากที่คราวนี้ฮารุเริ่มเข้าใจในสิ่งที่แกต้องการ ถึงแม้จะไม่กระจ่างทั้งหมดแต่มันก็ทำให้ฮารุมาถามพี่แม็คให้อธิบายเป็นภาษาที่ฮารุเข้าใจได้ง่ายขึ้น และพี่แม็คก็เป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดสำหรับฮารุในการเริ่มต้นทำงานในแรกในชีวิต จากวันนั้นมาฮารุเริ่มซึบซับการสื่อสารภาษาต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไม่รู้สึกหนักใจในการเผชิญหน้ากับคนต่างชาติอีกต่อไป แม้ว่าจะสื่อสารยังไม่ค่อยเก่งนัก แต่ก็พอโต้ตอบเอาตัวรอดได้ ประมาณสองเดือนผ่านไป ลุงมัลคอมเรียกเราทั้งสามคนประชุมอีกครั้ง คราวนี้เป็นการแบ่งงานให้รับผิดชอบ เพราะต้องวางแผนรองรับเครื่องจักรที่สั่งซื้อมาจากต่างประเทศ และเรื่องคลังสินค้าใหม่ที่เช่าพื้นไว้อนาคตเป็นสำนักงานแห่งใหม่ด้วย เพราะว่าทีนี่ชักจะคับแคบเกินไป โดยฮารุ กับพี่เต้ ให้ไปทำความสะอาดที่คลังสินค้าแห่งใหม่ ไปกับลุงมัลคอม พี่มี่ไปเคลียร์เรื่องบริษัทที่มารับจากผลิตรถลาก เทเลอร์ เพื่อใช้ในการขนย้ายเครื่องจักร
ฮารุ พี่เต้ และลุงมัลคอม ไปที่คลังสินค้าซึ่งอยู่ข้างๆ กับสถานีรถไฟ ฮารุคิดว่ามันเป็นการฉลาดมากที่มาเช่าสถานที่แห่งนี้ เพราะอยู่ติดกับสถานีรถไฟ ง่ายต่อการขนย้ายเครื่องจักรระหว่างฟาร์ม เพราะบริษัทมีฟาร์มที่ต้องดูแลอยู่ประมาณ 7 แห่งจากการบอกเล่าของพี่แม็ค
ฮารุทำงานที่นี่ด้วยความสนุกสนาน พอเคลียร์เรื่องทำความสะอาดเสร็จ ก็จัดที่เพื่อการเก็บเครื่องมือช่างเพราะที่นี่เป็นศูนย์ซ่อมบำรุงส่วนกลาง โดยมีช่างประจำฟาร์มที่ประจำอยู่แต่ละแห่ง ทำงานประสานกันเพื่อให้เครื่องจักรพร้อมสำหรับการใช้งานอยู่เสมอ
ที่นี่ฮารุได้รู้จักกับพี่แดง คนขับรถโฟล์คลิฟท์ ที่เก่งและทำงานช่างเป็นด้วย เห็นว่าเป็นญาตฝ่ายภรรยาของลุงมัลคอมเครื่องจักรเริ่มทยอยส่งเข้ามาพวกแท็งค์สำหรับสำรองน้ำมันขนาด 3,000 ลิตร และ 5,000 ลิตร ถูกส่งเข้ามาเพื่อตรวจเช็คความเรียบร้อยก่อนที่จะส่งไปตามฟาร์ม ซึ่งตอนนี้พี่มี่ต้องช่วยพี่แม็คในเรื่องของการขนส่ง ส่วนฮารุกับพี่เต้ ช่วยลุงมัลคอมตรวจเช็คเครื่องจักร ไม่นานลุงมัลคอมก็เรียกประชุมเรื่องรถแทรคเตอร์ ทราบว่าเดี๋ยวพอแทรคเตอร์ส่งมาถึงจะมีช่างเทคนิคจะมาอบรมเรื่องแทรคเตอร์ การใช้งาน การซ่อมบำรุง และจะเป็นการรวมช่างประจำฟาร์มเพื่อมาอบรมพร้อมกัน ขอให้เตรียมตัวกันให้พร้อม
วันนี้พี่แม็คแนะนำให้ฮารุรู้จักกันพี่ต้อมซึ่งเป็นช่างอาวุโสที่จะมาร่วมอบรมด้วย แต่ตอนนี้เดินทางมาก่อนคนอื่นเพื่อมาเตรียมงานด้วย และมาช่วยงานประกอบและตรวจเช็คเครื่องจักรที่กำลังทยอยมาถึง
“หวัดดีครับพี่ ผมชื่อฮารุครับ” ฮารุทักทายผู้ที่อาวุโสกว่าซึ่งแกก๋ยิ้มตอบด้วยความเป็นมิตร พี่แม็คแอบกระซิบบอกฮารุว่าพี่ต้อมเป็นคนเก่งมากๆ แต่ชอบถ่อมตน ไม่ขี้โม้เหมือนพี่มี่ ฮารุได้แต่พยักหน้ากับประโยคสุดท้ายและรับรู้สิ่งที่พี่แม็คบอก
“ไงเราอยู่ที่นี่เป็นไงบ้าง” พี่ต้อมถาม “ก็สนุกดีครับ แต่ผมไม่ค่อยเก่งการพูดฝรั่งไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง” ฮารุพูดไปตามความรู้สึกจริงที่เป็นอยู่ “ไม่ต้องคิดมากหรอกพี่เองก็ไม่ค่อยเก่งเหมือนกันนั่นแหล่ะ” เขาคงพูดปลอบฮารุให้รู้สึกสบายใจขึ้น เขาไม่เหมือนกับพี่มี่เลยสักนิด ฮารุรู้สึกอย่างนั้น และคิดว่าคนนี้คงเป็นพี่ชายที่ดีได้ ฮารุยิ้มให้เขาแล้วเดินไปทำงานต่อ ตอนบ่ายมีฝรั่งมาเพิ่มอีกหนึ่งคนชื่อ สตีฟ เห็นพี่แม็คมาแนะนำให้รู้จักบอกว่าจะมาทำงานรับช่วงต่อจากลุงมัลคอม สตีฟแอ็กทีฟมากเลย แต่อย่างหนึ่งที่ฮารุรู้สึกดีมากคือ สตีฟพูดแล้วฮารุสามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าลุงมัลคอม อาจเป็นเพราะสำเนียงและจังหวะของการพูดเข้าจังหวะพอดีกับการฟังของฮารุนั่นเอง ลุงมัลคอมแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ตู้คอนเทนเนอร์บรรจุเครื่องจักร และรถแทรคเตอร์จะเข้ามาถึงที่นี่ ในวันพรุ่งนี้
ตู้คอนเทนเนอร์แรกกำลังถูกยกโดยรถเครนขนาดใหญ่เพื่อวางลงพื้นที่โล่งกว้างของคลังสินค้าแห่งนี้ ช่างหาพื้นที่ได้เหมาะสมเหลือเกิน พอตู้วางเรียบร้อยลุงมัลคอมก็สั่งให้เปิดตู้เพื่อตรวจเช็คว่ามีความเสียหายหรือไม่ และสินค้าครบตามเอกสารหรือเปล่า พอตู้ถูกเปิดออก ฮารุตื่นตื่นใจมาก มันเป็นรถแทรคเตอร์คันที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ฮารุเคยเห็นมา เพราะคันที่เคยขับสมัยเรียนถ้าเทียบกับคันที่อยู่ตรงหน้าของฮารุตอนนี้ ไม่ถึงครึ่งเลย และด้วยความที่คันใหญ่ทำให้ไม่สามารถประกอบมาเป็นคันที่สมบูรณ์ได้ จึงต้องมาประกอบชิ้นส่วนอื่นๆหลังจากนำออกมาจากตู้ก่อน แต่ต้องอาศัยคนที่ตัวเล็กๆ จึงจะสามารถเข้าไปในซอกเล็กๆภายในตู้ที่มีอุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางอัดอยู่ในที่ว่างระหว่างชิ้นส่วนใหญ่กับตู้ ฮารุได้รับสิทธิ์ ในการเป็นคนเข้าไปนำออกมาเนื่องจากฮารุตัวเล็กมากสามารถเข้าได้ทุกซอกมุมที่มีอยู่ วันแรกเปิดตู้ได้สองตู้เป็นแทรคเตอร์ใหญ่ทั้งสองตู้ ฮารุทั้งสนุกและตื่นเต้น จนถึงเวลาเลิกงานอย่างรวดเร็วทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ตู้คอนเทนเนอร์ทยอยเข้ามาให้เปิดอยู่หลายตู้มาก และมีเหมือนกันมีรถแทรคเตอร์ที่ประกอบเสร็จเป็นคันสามารถขับออกมาได้เลย ฮารุอีกตามเคยเพราะต้องคลานเข้าไปในซอกเล็กๆ กว่าจะถึงแล้วปีนขึ้นไปนั่งที่เบาะคนขับเพื่อสตาร์ทรถแล้วก็ขับพร้อมกับต้องก้มตัวให้ลอดตู้คอนเทนเนอร์ออกมา แต่ฮารุก็ได้รับหน้าที่นี้จนถึงคันสุดท้าย สรุปมีรถแทรคเตอร์ทั้งสิ้น 22 คัน เป็นเวลาเดียวกันช่างประจำฟาร์มทุกคนเดินทางมาถึง และหนึ่งในนั้นก็มีช่างคนใหม่ชื่อพี่เท่ แต่แกเป็นช่างผู้ชำนาญมาจากบริษัทบุญรอด เป็นเวลาที่ฮารุต้องเรียนรู้เรื่องการอยู่ร่วมกับคนเก่ง การเรียนรู้คน เรียนรู้การประกอบเครื่องจักร นำโดยลุงมัลคอม และคุณดีเทอร์ ผจก.ฟาร์ม เป็นฝรั่งคนเดียวที่พูดภาษาไทยได้อย่างดีแต่ดุมาก แกเป็นคนเยอรมันดังนั้นเรื่องงานช่างเนี้ยบเลย ตอนนี้พนักงานออฟฟิศย้ายมาอยู่ที่คลังสินค้าที่นี่แล้ว เลยยิ่งคึกครื้นกว่าตอนที่ฮารุมาแรกๆ
งานที่ตื่นเต้นที่สุดสำหรับฮารุตอนนี้คือการขับรถแทรคเตอร์มาประกอบให้ครบทีละคัน จากนั้นก็มาถึงขั้นเติมน้ำให้ยางรถ ซึ่งต้องเติมให้ได้ประมาณ สองในสามส่วนแล้วค่อยเติมลมซึ่งฮารุเองไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าต้องเติมน้ำเข้ายางด้วย
“เอ่อ...ขอโทษนะครับ ผมมาพบคุณปัญญา” ฮารุตัดสินใจเอ่ยถามหญิงสาวที่ทำหน้าที่ต้อนรับอยู่ตรงเคาร์เตอร์ด้านหน้าของสำนักงานอันหรูหราแห่งนี้
“ติดต่อเรื่องอะไรคะ” น้ำเสียงอันแสดงถึงความเป็นมิตร ที่ฟังแล้วทำให้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย
“นัดสัมภาษณ์งานครับ” ฮารุรีบตอบ
หญิงสาวยกหูโทรศัพท์สนทนากับปลายสายเพื่อแจ้งว่ามีคนมารอสัมภาษณ์งาน เมื่อเธอวางสายก็หันมาบอกกับฮารุว่าให้รอสักครู่
ไม่นานนักผู้ชายร่างท้วม แต่งตัวภูมิฐานดูท่าทางใจดีก็เดินออกมา ฮารุจำเขาได้เพราะเคยพบเขาแล้วที่งานมหกรรมจัดหางานที่ผ่านมา ที่ซึ่งทำให้วันนี้ฮารุต้องมาอยู่ตรงนี้ ด้วยความกล้าและบ้าบิ่นของฮารุเอง ที่กล้าเดินเข้าไปถามเขาที่บูธในวันนั้นทำไมทุกบริษัทที่มารับสมัครงานจะต้องระบุว่าผู้สมัครต้องมีประสบการณ์มาก่อนเท่านั้นเท่านี้ปี นั่นเป็นอัดอั้นตันใจส่วนตัวหลังจากที่ฮารุเดินจนทั่วก็ไม่สามารถสมัครงานกับที่ใดได้เลย เหลือก็เพียงที่นี่ซึ่งดูแล้วน่ากลัวมากกว่าเพราะดูท่าทางบริษัทก็น่าทำงานแต่ไอ้ที่กลัวน่ะ ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารน่าจะไม่ใช่ภาษาไทยเป็นแน่ เพราะเป็นบริษัทที่มาเปิดบริษัทลูกที่บ้านเรานั่นเอง หลังจากอ่านคุณสมบัติผู้สมัครแล้ว ฮารุเดินตรงไปหยุดยืนที่โต๊ะรับสมัครซึ่งมีผู้ดูแลเป็นชายหนึ่ง หญิงหนึ่งในทันที แล้วกล่าวถามด้วยความสุภาพและอยากรู้ว่า
“พี่ครับทำไมทุกบริษัทต้องระบุว่ามีประสบการณ์ไม่น้อยกว่าเท่านี้ปี แล้วเด็กจบใหม่จะเอาโอกาสจากที่ไหนในการเริ่มงานหลังเรียนจบ ทุกคนที่เพิ่งจะจบไม่ประสบการณ์กันหรอกครับ และคนที่มีประสบการณ์ในวันนี้เมื่อก่อนเขาก็ไม่มีเหมือนกัน ผมว่าน่าจะให้โอกาสกันบ้าง ถ้าเข้าไปทำแล้วดูท่าทางว่าจะไม่รอดก็ไม่ต้องให้ผ่านงานก็ได้ ผมว่า”
“ถ้าน้องมั่นใจว่าทำได้ก็กรอกใบสมัครดูก่อนก็ได้” พี่เค้ายิ้มพร้อมกับยื่นใบสมัครให้ฮารุ ซึ่งเขาก็รับมาด้วยความดีใจพร้อมอ่านรายละเอียด เขาก็ต้องตกใจมากแต่ก็เก็บอาการไว้ได้ ก็ในใบสมัครต้องกรอกรายละเอียดเป็นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ก็กล้ำกลืนกรอกจนครบด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ที่ไปด้วยกันหลายคน
“สวัสดีครับ” พี่ปัญญาเอ่ยทัก ทำให้ฮารุรู้สึกตัวถึงปัจจุบันอีกที “สวัสดีครับพี่” ฮารุทักตอบ แล้วพี่ปัญญาก็เดินนำฮารุเข้าไปที่ห้องประชุม
พอนั่งกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วพี่ปัญญา ก็แนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ แล้วตบท้ายด้วยการบอกว่าเรียกพี่ว่าพี่อ็อดก็ได้ ฮารุรับคำ เป็นอันเริ่มต้นการสัมภาษณ์งานครั้งแรกในชีวิตของฮารุ ซึ่งเป็นการซักถามทั่วไปเช่น บ้านเกิดอยู่ที่ไหน เรียนที่ไหน ขับรถเป็นไหม อะไรพวกนี้ฮารุก็ตอบไปเรื่อย สักพักใหญ่พี่อ็อดก็บอกว่า เดี๋ยวจะมีเรียกสัมภาษณ์รอบสองเพื่อทดสอบความรู้ทางเทคนิคงานช่างเกี่ยวกับงานแทรคเตอร์และเครื่องทุ่นแรงในฟาร์ม แต่คราวหน้าเป็นการสัมภาษณ์กัยหัวหน้างานโดยตรงซึ่งเป็นคนต่างประเทศเตรียมตัวด้วยนะเรา
“ครับ” ฮารุรับคำด้วยความกังวล เรื่องวิชาความรู้ทางด้านเทคนิคเครื่องกลที่ว่ามานั้นฮารุไม่เคยหนักใจเลย แต่ที่ต้องพูดกับฝรั่งนี่สิ ตายแน่!!! เพราะตอนเรียนก็เกือบตกอยู่แล้ว เห็นฝรั่งทีไรก็วิ่งหนีเข้าป่าทุกที แล้วจะทำอย่างไรดี
ฮารุขับมอเตอร์ไซด์คันเก่งกลับมหาวิทยาลัยเพราะยังเรียนไม่จบดีนัก เหลือส่งรูปเล่มงานภาคนิพนธ์ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ ฮารุเล่าให้เพื่อนๆฟังถึงเรื่องที่จะต้องไปสัมภาษณ์งานเป็นภาษาฝรั่ง
“แกคงรอดยากวะเพื่อน ข้าไม่ได้บั่นทอนนะโว้ย ก็ตอนเรียนแกก็เกือบตกจำได้เปล่า” หมู่พูดขึ้นมาพร้อมแสดงสีหน้าเห็นใจฮารุจริงๆ
“เฮ้ยแกต้องทำให้เต็มที่ก่อน ถ้ามันไม่ได้ก็ช่างมัน เพราะแกก็ไม่ได้ตั้งความหวังไว้ตั้งแต่แรกแล้วนี่หว่า” ยัยหมวยตุ๊ก ที่ปกติจะด่าอย่างเดียว วันนี้มาแปลกดูเป็นเรื่องเป็นราวกับเค้าด้วยเหมือนกัน
“ไปกินข้าวหน้ามอกันดีกว่า จะได้กินกาแฟร้านพี่เบญด้วย แล้วพวกเราก็เข้าไปทำงานต่อที่ภาค ฮารุแกทำงานภาคนิพนธ์เสร็จไปช่วยพวกข้าก็ได้ไม่ว่ากันอยู่แล้ว” หมู่บอกพร้อมกำลังสตาร์ทรถมอเตอร์ขับนำไปก่อน แล้วทุกคนที่เหลือก็ตามไป
ฮารุนั้นก็ไม่ค่อยกังวลเท่าใดนักเพราะได้บอกกับตัวเองไว้แล้วทำให้ดีที่สุดผลจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน
ฮารุแต่งตัวอย่างปราณีตเพื่อไปสัมภาษณ์งานตามที่พี่อ็อดนัดหมาย ฝรั่งที่เป็นคนสัมภาษณ์นั้นอายุคงทำให้ฮารุสามารถเรียกลุงได้เลย แกชื่อ คุณมัลคอม โชคดีที่อายุแกมากแล้วเลยพูดช้า แต่กระนั้นฮารุก็สั่นอยู่ดี พูดด้วยความยากลำบากตะกุกตะกักอย่างที่สุด จนอดไม่ได้หันไปกระซิบพี่อ็อดซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ
“พี่ครับผมเข้าใจว่าเขาถามผมว่าอะไร และผมก็รู้คำตอบของคำถามนั้นด้วย แต่ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรให้เขาเข้าใจ” ฮารุพูดด้วยน้ำเสียงวิงวอนให้พี่อ็อดเห็นใจเผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง
“น้องก็เอาคำศัพท์เทคนิคมาต่อกันให้เป็นประโยค เขาก็คงพอเข้าใจ” พี่เขาคงช่วยได้เท่านี้จริงๆ
แล้วฮารุก็บรรเลงตามที่ว่าในทันที โชคดีที่ลุงมัลคอม เป็นรูปรายละเอียดรถแทรคเตอร์ของจอร์นเดียร์ ที่ฮารุคุ้นเคย ฮารุจึงอธิบายหลักการทำงานของระบบต่างๆได้ง่ายขึ้นโดยอาศัยรูปประกอบนั่นเอง เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้วฮารุรู้สึกโล่งมากทั้งที่ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรไว้มากไปกว่าประสบการณ์ในการสัมภาษณ์งาน แต่ก็เครียดพอดู นี่ถ้าเป็นงานที่อยากได้มากๆ สงสัยกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่ๆเลย แล้วฮารุก็เดินทางกับมหาวิทยาลัยโม้ให้พวกเพื่อนๆฟัง พอเป็นความรู้และประสบการณ์ร่วม เผื่อคนอื่นๆที่อีกไม่นานทุกคนก็ต้องผ่านการสัมภาษณ์งานก่อนจึงจะมีโอกาสได้เริ่มทำงาน นี่เป็นด่านทดสอบแรกของบัณฑิตจบใหม่ ที่ไม่มีพ่อแม่เป็นเจ้าของบริษัท ต้องผ่านให้ได้ทุกคน
เวลาผ่านไปฮารุเก็บของลงกล่องเตรียมแพ็คขนกลับบ้านพร้อมเพื่อนหลายคนที่เริ่มทยอยกันจบ ฮารุเองเหลือแค่ไปรับรูปเล่มภาคนิพนธ์ที่เสร็จสมบูรณ์นำไปส่งที่ภาควิชาก็เป็นอันเรียบร้อย
นี่เรากำลังจะจากบ้านอีกหลังที่เราอยู่มาสี่ปีกว่าๆไปแล้วจริงเหรอ คิดไปก็เศร้าเหมือนกัน หน้ามอที่พวกเราชอบมานั่งกินข้าว อย่างสนุกสนานเริ่มเงียบลงไปตามจำนวนเพื่อนๆที่ต่างทยอยกลับ แล้วอีกไม่นานฮารุเองก็คงต้องไปแล้วเหมือนกัน แต่เพื่อนบางคนที่ยังเก็บวิชาเรียนไม่ครบก็ยังต้องอยู่อีกเทอม พวกเขาคงเศร้ายิ่งกว่า
เช้าวันหนึ่งฮารุกำลังนั่งเล่นกีตาร์ตัวโปรดอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องพัก ซึ่งเป็นหอพักที่มีเพียงชั้นเดียว และสมาชิกทั้งหอเป็นเพื่อนที่เรียนสาขาเดียวกัน และชั้นปีเดียวกันกับฮารุทั้งหมด บางวันก็มีงานปาร์ตี้เล็กๆที่พวกเราลงขันกันทำ หมูย่าง เคล้าเหล้าและกับแกล้มอย่างอื่นแล้วแต่เราจะไปจ่ายตลาดมาเพื่อวันนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดของใคร งานเลี้ยงปลอบใจเพื่อนถูกหักอก จะมีงานเลี้ยงเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้เสมอ
เสียงโทรศัพท์ประจำหอพักดังขึ้น ฮารุมองซ้ายแลขวาก็ไม่มีใครนอกจากเขาเพียงคนเดียว จึงจำเป็นต้องวางกีตาร์ตัวโปรดไว้ก่อนเพื่อไปรับโทรศัพท์ตามมารยาท
“ฮัลโล ต้องการพูดกับใครครับ” เสียงตามสายคงบอกว่าต้องการพูดสายกับตัวฮารุ
“ครับ ผมฮารุกำลังพูดสายครับ”
“อะไรนะครับ ให้ไปเริ่มงานวันจันทร์ที่จะถึง ครับได้ครับ” ฮารุวางสายรีบวิ่งไปเคาะประตูห้องเพื่อนทุกคนเพื่อบอกว่า ได้งานทำแล้ว ทุกคนต่างแสดงความยินดีด้วยและขอให้ฮารุเจริญรุ่งเรือง แล้วทุกคนก็เข้าห้องนอนต่ออันเป็นปกติวิสัย มีเพียงฮารุเท่านั้นที่ไม่อาจเก็บมันไว้ได้ ออกมาหน้ามอเพื่อที่จะโทรศัพท์ทางไกล ไปบอกพ่อกับแม่ว่า ได้งานทำแล้วเป็นนายช่างประจำฟาร์ม พ่อและแม่ต่างพากันดีใจ แต่พ่อก็อดถามไม่ได้ว่า “แล้วฮารุไม่เรียนต่อปริญญาโทเหรอ” เพราะจริงๆแล้วพ่ออยากให้ฮารุเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่พ่อกับแม่จะสามารถทำได้ แต่ฮารุคิดว่าพอทำงานก็เก็บเงินเรียนต่อเองดีกว่า พ่อกับแม่จะได้ไม่ต้องลำบากมาก
“เอาไว้ผมเก็บเงินเรียนเองครับพ่อ” เป็นประโยคที่ฮารุบอกกับพ่อให้สบายใจก่อนที่จะวางสายไป
บางครั้งก็น่าเชื่อนะว่าโชคชะตาได้กำหนดให้เราได้ผ่านพบและต้องเจอะเจอกับอะไรต่างๆที่เข้ามาในชีวิตของคนเรา
วันแรกของการทำงานฮารุออกไปทำงานแต่เช้าตรู่โดยมอเตอร์ไซค์คันเก่งของเขา เพราะจากมหาวิทยาลัยไปที่ทำงานประมาณ 15 กิโลเมตรได้มั้ง ขับมอเตอร์ไซค์สะดวกกว่า ไปถึงที่ทำงานก็จอดไว้ใต้อาคาร ฮารุมีเพื่อนที่มาทำงานตำแหน่งเดียวกันอีกสองคน แต่ทั้งคู่มีอายุมากกว่าฮารุหนึ่งและสองปีตามลำดับ ดังนั้นฮารุจึงเรียกทั้งสองคนว่าพี่ คือพี่มี่และพี่เต้ ที่เหลือเป็นพี่ๆที่เขาทำงานที่นี่กันอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่สาวสวยหน้าเคาเตอร์ชื่อเจี๊ยบ พี่อ้อฝ่ายการเงินพูดฝรั่งเร็วปรื๋อ พี่เอฝ่ายบัญชี และก็พี่แม็คผู้ช่วยคนเก่งของลุงมัลคอม หัวหน้าของฮารุเอง วันนี้เริ่มต้นการทำงานด้วยการเข้าห้องประชุมระหว่างเราทั้งสามที่มาใหม่ มีลุงมัลคอมเป็นคนประชุม ตามด้วยพี่แม็ค อารุรู้สึกว่ามีพี่แม็คคนนี้แล้วอุ่นใจเพราะพี่แกพูดฝรั่งโอเคเลย ฉะนั้นไม่เข้าอะไรเอาไว้ถามพี่แม็คได้ คงมีแต่ฮารุมั้งที่อ่อนหัดเรื่อ่งการสื่อสารกับฝรั่งเพราะพี่มี่และพี่เต้ดูจะเข้าใจทุกอย่างที่ลุงมัลคอมพูด มีการตอบโต้อยู่บ้างเป็นครั้งคราวเพื่อไม่ให้ลุงมัลคอมรู้สึกว่าพูดอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนฮารุได้แต่นั่งฟังไม่รู้เรื่องมากกว่าที่รู้เรื่อง แต่เนียนเหมือนว่าตัวเองรู้เรื่องเข้าใจแต่เป็นคนพูดน้อย คนอื่นจึงไม่รู้ว่าฮารุนั้นแย่แล้ว อยากให้หมดวันนี้ไปโดยเร็ว ดีที่ว่าวันนี้แค่ประชุมเกี่ยวกับขอบเขตของงานทั่วไป
ในวันต่อมาก็ถึงคราวที่ฮารุต้องเผชิญกับลุงมัลคอมตัวต่อตัว ลุงมัลคอมเรียกฮารุเข้าไปสั่งงาน เป็นโปรแกรมง่ายๆ ที่ฮารุทำเป็นอยู่แล้วเพียงแต่ว่า ฮารุไม่เข้าใจว่าลุงมัลคอมต้องการให้เขาทำอะไรให้ คุยกันอยู่นานลุงมัลคอมถามว่าเข้าใจในสิ่งที่เข้าต้องการหรือเปล่า ฮารุตอบว่าไม่เข้าใจขอให้ลุงพูดอีกรอบได้ไหม แกก็ใจเย็นนะอธิบายอยู่สามรอบ จนฮารุเองที่รับไม่ไหว
“ขอโทษครับผมขออนุญาตไปห้องเข้าห้องน้ำสักครู่ครับ” ว่าแล้วฮารุก็รีบเดินไปห้องน้ำทันทีไม่สนใจว่าสิ่งแวดล้อมรอบข้างจะเป็นเช่นไร ขอเพียงตอนนี้ได้ออกไปจากตรงนี้ที่ไม่มีใครพูดภาษาไทยกันเลยแม้ว่ากว่าครึ่งที่ทำงานอยู่ที่นี่เป็นคนไทยหัวดำเหมือนกับฮารุ พอถึงห้องน้ำฮารุเปิดประตูเข้าไปนั่งอยู่บนชักโครกทั้งที่ยังไม่ถอดกางเกง เนื่องด้วยว่าเขาไม่ได้มีกิจอันใดที่จะต้องเข้าห้องน้ำ เขาเข้ามาเพียงเพื่อจะสงบสติอารมณ์ไม่ให้กระเจิงไปมากกว่านี้ ตั้งสติให้ได้ก่อนจะกลับเข้าเผชิญมันอีกครั้ง ฮารุนั่งปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉยๆ ประมาณสักครึ่งชั่วโมงแล้วบอกกับตัวเองว่า กลับไปลองใหม่อีกรอบ ถ้ายังไม่เข้าใจอีกวันพรุ่งนี้ก็คงไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีก ตัดสินใจแล้วฮารุก็เดินออกมาจากห้องน้ำตรงไปที่ห้องลุงมัลคอม ซึ่งแกก็ยังนั่งรออยู่โดยไม่แสดงท่าทีว่าหงุดหงิดหรือว่าดูถูกดูแคลนฮารุแม้แต่น้อยเรื่องของการสื่อสาร ทำให้ฮารุรู้สึกสบายใจไม่กดดันมากนัก แกเริ่มอธิบายงานต่อ แปลกมากที่คราวนี้ฮารุเริ่มเข้าใจในสิ่งที่แกต้องการ ถึงแม้จะไม่กระจ่างทั้งหมดแต่มันก็ทำให้ฮารุมาถามพี่แม็คให้อธิบายเป็นภาษาที่ฮารุเข้าใจได้ง่ายขึ้น และพี่แม็คก็เป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดสำหรับฮารุในการเริ่มต้นทำงานในแรกในชีวิต จากวันนั้นมาฮารุเริ่มซึบซับการสื่อสารภาษาต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไม่รู้สึกหนักใจในการเผชิญหน้ากับคนต่างชาติอีกต่อไป แม้ว่าจะสื่อสารยังไม่ค่อยเก่งนัก แต่ก็พอโต้ตอบเอาตัวรอดได้ ประมาณสองเดือนผ่านไป ลุงมัลคอมเรียกเราทั้งสามคนประชุมอีกครั้ง คราวนี้เป็นการแบ่งงานให้รับผิดชอบ เพราะต้องวางแผนรองรับเครื่องจักรที่สั่งซื้อมาจากต่างประเทศ และเรื่องคลังสินค้าใหม่ที่เช่าพื้นไว้อนาคตเป็นสำนักงานแห่งใหม่ด้วย เพราะว่าทีนี่ชักจะคับแคบเกินไป โดยฮารุ กับพี่เต้ ให้ไปทำความสะอาดที่คลังสินค้าแห่งใหม่ ไปกับลุงมัลคอม พี่มี่ไปเคลียร์เรื่องบริษัทที่มารับจากผลิตรถลาก เทเลอร์ เพื่อใช้ในการขนย้ายเครื่องจักร
ฮารุ พี่เต้ และลุงมัลคอม ไปที่คลังสินค้าซึ่งอยู่ข้างๆ กับสถานีรถไฟ ฮารุคิดว่ามันเป็นการฉลาดมากที่มาเช่าสถานที่แห่งนี้ เพราะอยู่ติดกับสถานีรถไฟ ง่ายต่อการขนย้ายเครื่องจักรระหว่างฟาร์ม เพราะบริษัทมีฟาร์มที่ต้องดูแลอยู่ประมาณ 7 แห่งจากการบอกเล่าของพี่แม็ค
ฮารุทำงานที่นี่ด้วยความสนุกสนาน พอเคลียร์เรื่องทำความสะอาดเสร็จ ก็จัดที่เพื่อการเก็บเครื่องมือช่างเพราะที่นี่เป็นศูนย์ซ่อมบำรุงส่วนกลาง โดยมีช่างประจำฟาร์มที่ประจำอยู่แต่ละแห่ง ทำงานประสานกันเพื่อให้เครื่องจักรพร้อมสำหรับการใช้งานอยู่เสมอ
ที่นี่ฮารุได้รู้จักกับพี่แดง คนขับรถโฟล์คลิฟท์ ที่เก่งและทำงานช่างเป็นด้วย เห็นว่าเป็นญาตฝ่ายภรรยาของลุงมัลคอมเครื่องจักรเริ่มทยอยส่งเข้ามาพวกแท็งค์สำหรับสำรองน้ำมันขนาด 3,000 ลิตร และ 5,000 ลิตร ถูกส่งเข้ามาเพื่อตรวจเช็คความเรียบร้อยก่อนที่จะส่งไปตามฟาร์ม ซึ่งตอนนี้พี่มี่ต้องช่วยพี่แม็คในเรื่องของการขนส่ง ส่วนฮารุกับพี่เต้ ช่วยลุงมัลคอมตรวจเช็คเครื่องจักร ไม่นานลุงมัลคอมก็เรียกประชุมเรื่องรถแทรคเตอร์ ทราบว่าเดี๋ยวพอแทรคเตอร์ส่งมาถึงจะมีช่างเทคนิคจะมาอบรมเรื่องแทรคเตอร์ การใช้งาน การซ่อมบำรุง และจะเป็นการรวมช่างประจำฟาร์มเพื่อมาอบรมพร้อมกัน ขอให้เตรียมตัวกันให้พร้อม
วันนี้พี่แม็คแนะนำให้ฮารุรู้จักกันพี่ต้อมซึ่งเป็นช่างอาวุโสที่จะมาร่วมอบรมด้วย แต่ตอนนี้เดินทางมาก่อนคนอื่นเพื่อมาเตรียมงานด้วย และมาช่วยงานประกอบและตรวจเช็คเครื่องจักรที่กำลังทยอยมาถึง
“หวัดดีครับพี่ ผมชื่อฮารุครับ” ฮารุทักทายผู้ที่อาวุโสกว่าซึ่งแกก๋ยิ้มตอบด้วยความเป็นมิตร พี่แม็คแอบกระซิบบอกฮารุว่าพี่ต้อมเป็นคนเก่งมากๆ แต่ชอบถ่อมตน ไม่ขี้โม้เหมือนพี่มี่ ฮารุได้แต่พยักหน้ากับประโยคสุดท้ายและรับรู้สิ่งที่พี่แม็คบอก
“ไงเราอยู่ที่นี่เป็นไงบ้าง” พี่ต้อมถาม “ก็สนุกดีครับ แต่ผมไม่ค่อยเก่งการพูดฝรั่งไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง” ฮารุพูดไปตามความรู้สึกจริงที่เป็นอยู่ “ไม่ต้องคิดมากหรอกพี่เองก็ไม่ค่อยเก่งเหมือนกันนั่นแหล่ะ” เขาคงพูดปลอบฮารุให้รู้สึกสบายใจขึ้น เขาไม่เหมือนกับพี่มี่เลยสักนิด ฮารุรู้สึกอย่างนั้น และคิดว่าคนนี้คงเป็นพี่ชายที่ดีได้ ฮารุยิ้มให้เขาแล้วเดินไปทำงานต่อ ตอนบ่ายมีฝรั่งมาเพิ่มอีกหนึ่งคนชื่อ สตีฟ เห็นพี่แม็คมาแนะนำให้รู้จักบอกว่าจะมาทำงานรับช่วงต่อจากลุงมัลคอม สตีฟแอ็กทีฟมากเลย แต่อย่างหนึ่งที่ฮารุรู้สึกดีมากคือ สตีฟพูดแล้วฮารุสามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าลุงมัลคอม อาจเป็นเพราะสำเนียงและจังหวะของการพูดเข้าจังหวะพอดีกับการฟังของฮารุนั่นเอง ลุงมัลคอมแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ตู้คอนเทนเนอร์บรรจุเครื่องจักร และรถแทรคเตอร์จะเข้ามาถึงที่นี่ ในวันพรุ่งนี้
ตู้คอนเทนเนอร์แรกกำลังถูกยกโดยรถเครนขนาดใหญ่เพื่อวางลงพื้นที่โล่งกว้างของคลังสินค้าแห่งนี้ ช่างหาพื้นที่ได้เหมาะสมเหลือเกิน พอตู้วางเรียบร้อยลุงมัลคอมก็สั่งให้เปิดตู้เพื่อตรวจเช็คว่ามีความเสียหายหรือไม่ และสินค้าครบตามเอกสารหรือเปล่า พอตู้ถูกเปิดออก ฮารุตื่นตื่นใจมาก มันเป็นรถแทรคเตอร์คันที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ฮารุเคยเห็นมา เพราะคันที่เคยขับสมัยเรียนถ้าเทียบกับคันที่อยู่ตรงหน้าของฮารุตอนนี้ ไม่ถึงครึ่งเลย และด้วยความที่คันใหญ่ทำให้ไม่สามารถประกอบมาเป็นคันที่สมบูรณ์ได้ จึงต้องมาประกอบชิ้นส่วนอื่นๆหลังจากนำออกมาจากตู้ก่อน แต่ต้องอาศัยคนที่ตัวเล็กๆ จึงจะสามารถเข้าไปในซอกเล็กๆภายในตู้ที่มีอุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางอัดอยู่ในที่ว่างระหว่างชิ้นส่วนใหญ่กับตู้ ฮารุได้รับสิทธิ์ ในการเป็นคนเข้าไปนำออกมาเนื่องจากฮารุตัวเล็กมากสามารถเข้าได้ทุกซอกมุมที่มีอยู่ วันแรกเปิดตู้ได้สองตู้เป็นแทรคเตอร์ใหญ่ทั้งสองตู้ ฮารุทั้งสนุกและตื่นเต้น จนถึงเวลาเลิกงานอย่างรวดเร็วทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ตู้คอนเทนเนอร์ทยอยเข้ามาให้เปิดอยู่หลายตู้มาก และมีเหมือนกันมีรถแทรคเตอร์ที่ประกอบเสร็จเป็นคันสามารถขับออกมาได้เลย ฮารุอีกตามเคยเพราะต้องคลานเข้าไปในซอกเล็กๆ กว่าจะถึงแล้วปีนขึ้นไปนั่งที่เบาะคนขับเพื่อสตาร์ทรถแล้วก็ขับพร้อมกับต้องก้มตัวให้ลอดตู้คอนเทนเนอร์ออกมา แต่ฮารุก็ได้รับหน้าที่นี้จนถึงคันสุดท้าย สรุปมีรถแทรคเตอร์ทั้งสิ้น 22 คัน เป็นเวลาเดียวกันช่างประจำฟาร์มทุกคนเดินทางมาถึง และหนึ่งในนั้นก็มีช่างคนใหม่ชื่อพี่เท่ แต่แกเป็นช่างผู้ชำนาญมาจากบริษัทบุญรอด เป็นเวลาที่ฮารุต้องเรียนรู้เรื่องการอยู่ร่วมกับคนเก่ง การเรียนรู้คน เรียนรู้การประกอบเครื่องจักร นำโดยลุงมัลคอม และคุณดีเทอร์ ผจก.ฟาร์ม เป็นฝรั่งคนเดียวที่พูดภาษาไทยได้อย่างดีแต่ดุมาก แกเป็นคนเยอรมันดังนั้นเรื่องงานช่างเนี้ยบเลย ตอนนี้พนักงานออฟฟิศย้ายมาอยู่ที่คลังสินค้าที่นี่แล้ว เลยยิ่งคึกครื้นกว่าตอนที่ฮารุมาแรกๆ
งานที่ตื่นเต้นที่สุดสำหรับฮารุตอนนี้คือการขับรถแทรคเตอร์มาประกอบให้ครบทีละคัน จากนั้นก็มาถึงขั้นเติมน้ำให้ยางรถ ซึ่งต้องเติมให้ได้ประมาณ สองในสามส่วนแล้วค่อยเติมลมซึ่งฮารุเองไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าต้องเติมน้ำเข้ายางด้วย